Sponsor Link

Beagle VDO

Tags

Beagle การดูแลบีเกิ้ล การอาบน้ำให้บีเกิ้ล ขี้เรื้อน ท้องเสีย นิสัยของบีเกิ้ล น้องหมา น้องหมาขนร่วง น้องหมาถ่ายเหลว น้องหมาท้องเสีย น้องหมาบีเกิ้ล น้องหมาป่วยเป็นโรคไข้หัดสุนัข น้องหมามีเห็บหมัด น้องหมาเป็นขี้เรื้อน บีเกิ้ล ประวัติบีเกิ้ล พาร์โวไวรัส ยากำจัดเห็บหมัด ยาฉีดกำจัดเห็บหมัด ยาหยดหลัง ลักษณะของบีเกิ้ล วงจรชัวิตหมัด วงจรชัวิตเห็บ วิธีการรักษาไข้หัดสุนัข วิธีกำจัดห็บหมัด วิธีป้องกันเห็บหมัด วิธีป้องกันโรคสำไส้อักเสบ วิธีรักษาโรคสำไส้อักเสบ วิธีรักษาไข้หัดสุนัข สาเหตุของโรคสำไส้อักเสบ สุนัข สุนัขขนร่วง สุนัขถ่ายเหลว สุนัขท้องเสีย สุนัขเป็นขี้เรื้อน หมัด อาการของโรคสำไส้อักเสบ อาการไข้หัดสุนัข อาหารที่เป็นอันตรายกับน้องหมา เห็บ เห็บหมัด เห็บหมัดสุนัข โรคลำไส้อักเสบ โรคไข้หัดสุนัข ไข้หัดสุนัข
August 2016
M T W T F S S
« Aug    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031  

Top Post

บีเกิ้ล (Beagle)

โรคไข้หัดสุนัข อาการและวิธีการรักษาน้องหมาที่ป่วย

น้องหมา(สุนัข)กับโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

บีเกิ้ล (Beagle)

บีเกิ้ล (Beagle)


อาหารต้องห้ามสำหรับน้องหมา           

          หลายคนยังเข้าใจผิดว่าอาหารที่คนกินนั้นสามารถให้น้องหมากินได้ แต่ความจริงแล้วอาหารที่คนกินบางอย่างก็เป็นอันตรายสำหรับสุนัข เรามาดูกันว่าอาหารต้องห้ามที่เป็นอันตรายสำหรับน้องหมาที่ไม่ควรให้น้องหมากินมีดังต่อไปนี้

1. ช็อกโกแลต (Chocolate)
            ช็อกโกแลตถือเป็นอาหารที่ห้ามน้องหมากินโดยเด็ดขาด เพราะช็อกโกแลต จะมีสาร theobromine ซึ่งเป็นอันตรายกับสุนัข หากน้องหมากินช็อกโกแลตเข้าไปจะทำให้มีอาการ กล้ามเนื้อเกร็ง หัวใจเต้นเร็ว อาเจียร ถ่ายเหลว หากกินในปริมาณมากจะทำให้สุนัขตายได้ โดยที่สาร theobromine จะมีอยู่ในพวกกาแฟ โกโก้ ด้วย ซึ่งก็ไม่ควรให้น้องหมากินเช่นกัน
2. ถั่วแม็คคาเดเมีย (Macadamia)
            หากน้องหมากินถั่วแม็คคาเดเมียเข้าไปจะส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อชา อ่อนแรง หากกินมากๆอาจทำให้สุนัขตายได้

อาหารที่เป็นอันตรายต่อสุนัข

 

3. หัวหอม กระเทียม หอมแดง หัวหอม  
            กระเทียม หอมแดง ถือเป็นอาหารที่เป็นอันตรายกับน้องหมาอีกประเภทหนึ่ง เพราะในหัวหอม กระเทียม หอมแดง จะมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ เมื่อสุนัขกินเข้าไปจะทำให้เกิดโลหิตจาง อ่อนเพลีย
4. ผลิตภัณฑ์จากนมวัว ชีส เนย
           น้องหมาจะไม่มีเอนไซม์ย่อยสารแลคโตส ซึ่งเป็นส่วนประกอบในน้ำนม รวมถึงผิตภัณฑ์จากนมวัว จึงไม่ควรให้สุนัขทานอาหารเหล่านี้เพราะจะทำให้น้องหมาท้องเสีย อาเจียน
5. เห็ด
            เห็ดจะทำให้อาหารในกระเพาะน้องหมาไม่ย่อย และส่งผลเสียต่อตับไต และระบบขับถ่าย ดังนั้นจึงไม่ควรให้สุนัขกินเห็ดเด็ดขาด
6. องุ่น ลูกเกด
            องุ่นและลูกเกดเป็นอาหารที่อันตรายสำหรับน้องหมาอย่างมาก จะส่งผลกับไตของสุนัข หากน้องหมากินเข้าไปมากๆ จะทำให้ไตวายเฉียบพลันได้

อาหารต้องห้ามสำหรับน้องหมา

 

7. ปลาดิบ
             ในปลาดิบจะมีสาร Thiamine ซึ่งเป็นวิตามิน B ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นอันตรายกับน้องหมา หากน้องหมากินเข้าไปจะทำให้น้องหมาชัก หมดสติและอาจตายได้
8. มันฝรั่งและมะเขือเทศ
             มันฝรั่งและมะเขือเทศจะประกอบด้วยสารออกซาเลต ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตับของสุนัข และสงผลต่อระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร ดังนั้นจึงไม่ควรให้น้องหมากินมันฝรั่งและมะเขือเทศ
9. กระดูกไก่ หางกุ้ง
             หลายคนจะคิดว่าน้องหมานั้นกินกระดูกได้ แต่หารู้ไม่ว่า กระดูกนั้นจะเป็นอันตรายต่อน้องหมา โดยเฉพาะกระดูกไก่และหางกุัง เมื่อสุนัขทานเข้าไปจะเข้าไปตำลำไส้ซึ่งอาจทำให้สุนัขตายได้
10. ยีสต์ หรือขนมปัง
             ยีสต์ หรือขนมปังจะทำอันตรายกับกระเพาะอาหารของน้องหมา ทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผล
11. อาหารคนที่มีการปรุงรส
             อาหารของคนที่มีการปรุงรสนั้นจะเป็นอันตรายต่อไตของน้องหมามาก โดยเฉพาะอาหารรสเค็ม ไม่ควรให้สุนัขทานโดยเด็ดขาด เพราะไตของสุนัขนั้นไม่เหมือนกับไตของคนที่สามารถ ทนต่ออาหารรสจัดได้ดีกว่าไตของน้องหมา จะสังเกตได้ว่าอาหารสำหรับน้องหมาจะมีรสชาติจืดมาก หากไม่อยากให้สุนัขเป็นโรคไตก็ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารคนเด็ดขาด

          หลายๆคนมักจะตกใจเมื่อพบว่าน้องหมาที่เลี้ยงอยู่ขนร่วง ซึ่งเราต้องหาสาเหตุที่ทำให้น้องหมาขนร่วงก่อน เพื่อจะได้หาวิธีการรักษาสุนัขขนร่วงได้อย่างถูกต้อง ทำให้เราสามารถรักษาน้องหมาขนร่วงได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับสาเหตุที่ทำให้สุนัขมีอาการขนร่วงและวิธีการรักษา มีดังต่อไปนี้

    1.น้องหมาขนร่วงเนื่องจากผลัดขนตามธรรมชาติ

           ในช่วงผลัดขนน้องหมาจะมีขนร่วงมากกว่าปกติอาจร่วงมากจนเจ้าของตกใจ โดยปกติแล้วน้องหมาจะมีการผลัดขนโดยเริ่มผลัดขนครั้งแรกช่วงอายุ 3เดือน จากนั้นสุนัขจะผลัดขนอีก ในช่วงอายุ 9-12เดือน หลังจากนั้นน้องหมาจะผลัดขนปีละครั้งสำหรับสุนัขตัวผู้ ส่วนสุนัขตัวเมียจะผลัดขนปีละ2ครั้ง ขนของน้องหมาที่ร่วงไปจะถูกขึ้นแทนที่ด้วยขนชุดใหม่ แต่หากน้องหมามีอาการขนร่วงมากผิดปกติจนสังเกตได้ ก็ต้องทำการหาสาเหตุกันต่อไป

น้องหมาขนร่วง,สุนัขขนร่วง

น้องหมาขนร่วง,สุนัขขนร่วง

Credit : http://pirun.ku.ac.th/~b521030036/dogsickall.html

 

     2. น้องหมาขนร่วงเนื่องจากเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย

               เชื้อราที่เป็นสาเหตุที่ทำให้สุนัขขนร่วงนั้น อาจมีสาเหตุมาจาก น้องหมาที่อาบน้ำแล้วไม่ได้เช็ดขนหรือเป่าขนให้แห้งสนิท เมื่อขนน้องหมายังมีความชื้นอยู่ อาจทำให้เกิดเชื้อราและทำให้สุนัขขนร่วงได้ อาการที่สังเกตได้ก็คือบริเวณที่ขนร่วงจะมีผิวหนังเป็นสีแดงๆ นอกจากนี้เชื้อแบคทีเรียก็ยังเป็นสาเหตุทำให้น้องมาขนร่วงได้
สำหรับวิธีการรักษาน้องหมาที่ขนร่วงจากเชื้อราและแบคทีเรียนั้นอาจใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของตัวยาที่ใช้กำจัดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย

น้องหมาขนร่วง,สุนัขขนร่วง

น้องหมาขนร่วง,สุนัขขนร่วง

Credit :  http://www.oilspomeranians.com/forum/lofiversion/index.php/t3276.html

 

     3. น้องหมาขนร่วงเนื่องจากปรสิตที่มองเห็นและมองไม่เห็น

               ปรสิตที่มองเห็นได้แก่ เห็บ หมัด น้องหมาจะเกิดขนร่วงได้จากการแพ้น้ำลายเห็บหมัด ดังนั้นจึงไม่ควรปล่อยให้น้องหมามีเห็บหมัด ควรหาวิธีป้องกันเห็บหมัดให้สุนัขเป็นประจำ
ส่วนปรสิตที่มองไม่เห็นได้แก่ ไร ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องหมาเป็นขี้เรื้อน ซึ่งมีทั้งขี้เรื้อนเปียก และขี้เรื้อนแห้ง ซึ่งอาการขี้เรื้อนของสุนัขนั้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการพาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์ หรืออาจจะใช้วิธีพื้นบ้านในการรักษาสุนัขที่เป็นขี้เรื้อนได้ โดยนำกำมะถันมาทำให้เป็นผงแล้วนำไปทาให้สุนัขบริเวณที่มีขนร่วง

    4. น้องหมาขนร่วงจากสาเหตุอื่นๆ

             สาเหตุอื่นๆที่ทำให้น้องหมาขนร่วง เช่น สุนัขได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ น้องหมาแพ้โปรตีน หรือภาวะที่สุนัขป่วยก็เป็นสาเหตุที่ทำให้น้องหมาขนร่วงได้ นอกจากนี้น้องหมาอาจขนร่วงเนื่องจากแพ้สารเคมีก็ได้ ดังนั้น หากสุนัขมีอาการขนร่วง เราต้องคอยสังเกตเพื่อให้ทราบสาเหตุที่น้องหมาขนร่วง เพื่อจะได้รักษาสุนัขได้ถูกวิธี จะทำให้น้องหมาของเราหายจากอาการขนร่วงได้เร็วขึ้น

น้องหมา(สุนัข)ท้องเสียการดูแลและรักษา

สาเหตุที่ทำให้สุนัขท้องเสีย เกิดจาก

1.    การที่น้องหมาติดเชื้อไวรัส
2.    น้องหมาติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อบิด
3.    น้องหมาที่ท้องเสียเป็นพยาธิในลำไส้
4.    เกิดจากสุนัขไวต่ออาหารหรือมีการเปลี่ยนอาหาร
5.    เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง สารเคมี ความเครียด

Canine Patient in Hospital Room                                                                     เครดิต: www.dogilike.com

          เมื่อน้องหมา(สุนัข)มีอาการท้องเสียเริ่มถ่ายเหลว โดยมีการถ่ายมากกว่าวันละ3ครั้งให้หาน้ำเกลือแร่มาให้น้องหมากินแทนน้ำเพื่อป้องกันสุนัขที่ท้องเสียช็อก และในช่วงที่น้องหมาท้องเสียนั้น หากน้องหมายังกินได้ปกติไม่ควรให้น้องหมากินอาหารเยอะเพราะยิ่งจะทำให้สุนัขถ่ายมากขึ้น ซึ่งทำให้ลำไส้น้องหมาทำงานหนัก ควรหาอาหารสำหรับสุนัขท้องเสียมาให้น้องหมากิน

สุนัขน้องหมาท้องเสีย                                                                    เครดิต:www.dogasaur.com

จากนั้นให้สังเกตอาการอื่นๆร่วมด้วย ดังนี้

       1. หากน้องหมาหรือสุนัขมีอาการท้องเสียโดยถ่ายเป็นน้ำแต่ยังร่าเริงกินอาหารได้ โดยถ่ายวันละ3-4รอบ ให้ตรวจสอบอุจาระของน้องหมาดูว่ามีลักษณะและกลิ่นอย่างไร หากมีมูกและมีเลือดปนสุนัขอาจจะติดเชื้อบิด ให้นำน้องหมาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการ รักษาต่อไป
         2. ถ้าอุจจาระของน้องหมาที่ท้องเสียแค่เป็นน้ำเฉยๆอาจเกิดจากการที่น้องหมาได้รับเชื้อแบคทีเรียเข้าไป หรืออาจจะเกิดจากการกินอาหารที่ไม่คุ้นเคย ให้สังเกตอาการของน้องหมาต่อไป 2-3 วัน อาการท้องเสียอาจหายเองได้ หากสุนัขยังอาการไม่ดีขึ้นให้พาน้องหมาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการ รักษาต่อไป
         3. หากน้องหมามีอาการอื่นๆร่วมอยู่ด้วยกับอาการท้องเสีย เช่น ไม่ยอมกินน้ำอาหาร อาเจียน (อ้วก) ให้สันนิษฐานก่อนเลยว่าน้องหมาอาจจะเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคลำไส้อักเสบ จงอย่านิ่งนอนใจรอดูอาการเด็ดขาดให้รีบพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทันที
ในช่วงที่น้องหมาท้องเสียนั้น หากน้องหมายังกินได้ปกติไม่ควรให้น้องหมากินอาหารเยอะเพราะยิ่งจะทำให้สุนัขถ่ายมากขึ้น ซึ่งทำให้ลำไส้น้องหมาทำงานหนัก ควรหาอาหารสำหรับสุนัขท้องเสียมาให้น้องหมากิน

ทำความรู้จักกับเห็บและหมัดในสุนัข

       เห็บและหมัดในสุนัขเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างความรำคาญให้แก่น้องหมาของเราเท่านั้น แต่เห็บและหมัดยังเป็นพาหะนำโรคภัยไข้เจ็บมายังสุนัขอีกด้วย เช่น โรคโลหิตจาง โรคตับ โรคไต โรคผิวหนังที่เกิดจากน้องหมาแพ้น้ำลายของเห็บหมัดที่มาดูดเลือดบนตัวสุนัข โรคพยาธิในเม็ดเลือด ซึ่งมีเห็บเป็นพาหะ โดยที่เห็บดูดเลือดบนตัวน้องหมาที่เป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือด จากนั้นเห็บตัวนั้นมาดูดเลือดน้องหมาอีกตัว น้องหมาตัวนั้นก็จะติดโรคพยาธิในเม็ดเลือดทันที

เห็บสุนัข

กำจัดเห็บหมัดสุนัข       เห็บจะมีช่วงของวงจรชีวิตแบ่งเป็น 3 ช่วง โดยเริ่มจากเห็บตัวอ่อนที่ฟักออกมาจากไข่จะขึ้นไปที่ตัวน้องหมา ซึ่งเห็บตัวอ่อนจะมีขนาดที่เล็กมาจะมองเห็นแค่เป็นจุดสีดำซีดเล็กๆเท่านั้น ตัวอ่อนของเห็บจะมีแค่ 6 ขา เมื่อตัวอ่อนของเห็บดูดเลือดสุนัขจนโตแล้วก็จะลงมาจากตัวของน้องหมาเพื่อลอกคราบสู่ช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นตัวกลางวัย เห็บตัวกลางวัยจะมี 8 ขา มีสีออกน้ำตาลแดง หลังจากลอกคราบเสร็จแล้ว เห็บตัวกลางวัยก็จะกลับขึ้นไปยังตัวน้องหมาอีกครั้งและดูดเลือดน้องหมาต่อไป จากนั้นก็จะลงจากตัวสุนัขอีกครั้งเพื่อลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งเป็นช่วงที่ 3 นั่นเอง หลังจากลอกคราบแล้ว เห็บตัวเต็มวัยจะกลับไปบนตัวน้องหมาเพื่อทำการผสมพันธุ์ เห็บตัวเมียจะมีลักษณะอ้วนกลม มีสีเทา ส่วนตัวผู้สีจะออกน้ำตางแดงมองเห็นขาได้ง่ายกว่า หลังจากผสมพันธ์เสร็จแล้ว เห็บตัวผู้ก็จะแห้งตายอยู่บนตัวสุนัข ส่วนเห็บตัวเมียก็จะดูดเลือดน้องหมาต่อไปจนพร้อมที่จะวางไข่ ก็จะลงจากตัวของน้องหมาแล้วหาที่วางไข่ โดยที่เห็บตัวเมียจะหาที่ลับในการวางไข่ เช่น ตามซอกของพื้นและข้างฝา หลังตู้ ใต้หลังคา โดยเห็บตัวเมียสามารถวางไข่ได้ครั้งละประมาณ 2,000 ฟอง เห็บจะเดินบนตัวของสุนัขช้าๆหรือเกาะแน่นเพื่อดูดเลือดจะไม่กระโดดเหมือนหมัด โดยส่วนมากน้องหมาจะติดเห็บจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าติดจากตัวสุนัขด้วยกัน

หมัดสุนัข

กำจัดเห็บหมัดสุนัข        หมัดจะเคลื่อนที่โดยการกระโดด โดยหมัดสามารถกระโดดได้สูงกว่าตัวของมันเอง 100 เท่า มัดจะพบได้ทั้งบนตัวสุนัขและแมว ส่วนเห็บจะพบเฉพาะในสุนัขเท่านั้น วงจรชีวิตของหมัดจะมีอายุประมาณ 3 อาทิตย์ โดยเริ่มจาก ไข่ที่ตกตามพื้นดินจะฟักตัวเป็นหนอน โดยที่ตัวอ่อนของหมัดจะกินเศษเนื้อเยื่อต่างๆที่อยู่ตามสิ่งแวดล้อม จากนั้นจากกลายเป็นดักแด้ และกลายเป็นตัวเต็มวัยโดยใช้เวลาหลังจากฟักตัวออกจากไข่ไม่เกิน 10 วัน หลังจากนั้นหมัดตัวเต็มวัยก็จะขึ้นไปอยู่บนตัวน้องหมาคอยดูดเลือดและทำการผสมพันธุ์อยู่บนตัวสุนัขจนสิ้นอายุขัย หมัดสามารถอยู่นอกตัวสุนัขได้เพียง 3-4วันเท่านั้น หมัดตัวเมียสามารถวางไข่ได้ 50 ฟองต่อวัน โดยสามารถวางไข่ได้หลายวันติดต่อกัน โดยจะวางไข่บนตัวน้องหมาแล้วไข่หมัดจะตกลงสู่พื้นดินเพื่อทำการฟักเป็นตัวอ่อนต่อไป

วิธีการป้องกันและกำจัดเห็บหมัดสุนัข

       วิธีป้องกันและกำจัดเห็บหมัดสุนัขนั้น มิใช่ทำเฉพาะบนตัวน้องหมาเท่านั้น ต้องทำตามบริเวณที่อยู่อาศัยของน้องหมาด้วย โดยมีวิธีต่างๆดังนี้

       การกำจัดเห็บหมัดบนตัวน้องหมา

       1. ใช้แชมพูสูตรป้องกันเห็บหมัด โดยอาบน้ำให้น้องหมาอาทิตย์ละครั้ง
       2. ใช้แป้งสูตรกำจัดเห็บหมัดโรยบนตัวน้องหมา วิธีการนี้เหมาะสำหรับลูกสุนัขที่ยังไม่สามรถอาบน้ำหรือใช้ยาหยดหลังได้
       3. ใช้ยาหยดหลัง หยดไปที่ตัวสุนัขช่วงบริเวณตรงกลางของหัวไหล่น้องหมา โดยหยดยากำจัดเห็บหมัดให้น้องหมาเดือนละครั้ง ตัวยาจะดูดซึมไปยังชั้นไขมันของผิวหนัง และออกฤทธิ์ฆ่าเห็บหมัดที่มาดูดเลือดสุนัข ควรใช้ยาที่มีฉลากยาถูกต้องและมีมาตรฐานเพื่อการกำจัดเห็บหมัดที่มี ประสิทธิภาพ และเพื่อสุขภาพของน้องหมา การหยดยาควรหยดก่อนและหลังจากที่น้องหมาอาบน้ำ 3-7 วันขึ้นกับยี่ห้อของยา กรณีที่น้องหมาไม่มีเห็บหมัด แต่อยากป้องกันยาที่แนะนำ Revolution® (สามารถป้องกันพยาธิหนอนหัวใจได้ด้วย) และ Advocate® กรณีที่น้องหมามีเห็บหมัด ยาที่แนะนำคือ Frontline® และ Prac-tic® ควรมีการยายาสลับยี่ห้อไปเรื่อยๆเพราะเห็บหมัดอาจจะดื้อยาได้
       4. การฉีดยา การฉีดยากำการเห็บหมัดจะใช้วิธีฉีดเข้าที่บริเวณใต้ผิวหนังของสุนัข หากน้องหมามีเห็บหมัดควรฉีดยาเดือนละครั้ง ในกรณีที่น้องหมามีเห็บหมัดมาก อาจจะใช้ยาหยดหลังร่วมด้วย
       5. การใช้ยาสมุนไพร เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการกำจัดเห็บหมัดให้น้องหมาโดยวิธีทางธรรมชาติ สมุนไพรที่ใช้ เช่น ใบน้อยหน่า เม็ดน้อยหน้า ตระไคร้ น้ำมันสะเดา ในปัจจุบันมีผลิตพันธ์กำจัดเห็บหมัดสุนัขมีทีส่วนผสมของสมุนไพรเหล่านี้ออกมาวางจำหน่ายหลายรูปแบบ มีทั้งสเปรย์ ยาถูพื้น แชมพู แป้งโรยตัว
6. การให้ยารับประทาน วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ไม่ได้รับการรับรองจากต่างประเทศ จึงไม่อยากแนะนำวิธีนี้ในการกำจัดเห็บหมัดสุนัข

       การกำจัดเห็บหมัดตามบริเวณที่อยู่อาศัยที่น้องหมาอยู่

       ถ้าหากสุนัขมีเห็บหมัดอยู่บนตัว หากต้องการกำจัดเห็บหมัดให้หมดไปจากตัวน้องหมา นอกจากจะกำจัดเห็บหมัดบนตัวของสุนัขแล้ว สิ่งที่จำเป็นที่ขาดไม่ได้คือ การกำจัดเห็บหมัดตามบริเวณที่น้องหมาอาศัยอยู่ เพื่อเป็นการกำจัดไข่และตัวอ่อนของเห็บหมัดที่อยู่นอกตัวน้องไม่ให้กลับมาขึ้นที่ตัวอีก วิธีกำจัดเห็บหมัดตามบริเวณที่สุนัขอยู่อาศัยทำได้โดย ใช้ ยาไบติคอล (Baytical) ผสมน้ำตามอัตราส่วนที่กำหนด แล้วนำมาฉีดพ่น ตามบริเวณที่น้องหมาอยู่อาศัย

ทำความรู้จักกับโรคไข้หัดสุนัข

       โรคไข้หัดสุนัข หรือ Canine Distemper สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส เป็นเชื้อคนละชนิดกับหัดที่เกิดกับคนดังนั้นน้องหมาที่เป็นไข้หัดสุนัขจะไม่ติดต่อมายังคนและแมว เราจะพบว่าสุนัขที่เป็นโรคนี้จะมีอัตราการตายที่สูงมาก ถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงอันดับหนึ่งของโรคที่เกิดขึ้นกับน้องหมา โรคไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่ติดต่อได้โดยง่ายและรวดเร็วมาก สามารถติดต่อผ่านทางอากาศได้ และติดต่อผ่านทางน้ำมูกน้ำตาหรือสัมผัสกับน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคนี้ โรคไข้หัดสุนัขจะพบมากในน้องหมาที่มีอายุระหว่าง 3-6 เดือน และ สุนัขที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกัน เนื่องจากน้องหมากลุ่มนี้ไม่มีภูมิต้านทานที่แข็งแรงพอ

ไข้หัดสุนัข (Canine Distemper )

อาการของน้องหมาที่เป็นโรคไข้หัดสุนัข

        อาการของของอาจจะแสดงอาการไม่ชัดเจนและแสดงอาการได้หลายรูปแบบ สุนัขที่ติดเชื้อบางตัวก็จะแสดงอาการไม่รุนแรง (ซึ่งอาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดได้) สุนัขบางตัวก็จะแสดงอาการรุนแรง น้องหมาที่ป่วยเป็นโรคไข้หัดสุนัขโดยส่วนใหญ่จะแสดงอาการดังนี้
        ในระยะแรก (1-4วัน) น้องหมาจะมีอาการเหมือนเป็นหวัด ไอ มีน้ำมูกใสๆ มีขี้ตามาก อาจจะมีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย น้องหมาจะซึมและเบื่ออาหาร
        ในระยะต่อมา น้องหมาที่ป่วยเป็นโรคไข้หัดสุนัขเริ่มมีไข้สูง น้ำมูกมีสีเขียวข้นข้น ปวดติดเชื้อ มีอาการชัก เป็นอัมพาต เนื่องจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ระบบประสาท ตาขุ่นมัว ถ้ามีอาการรุนแรงมากอาจจะทำให้ตาบอดได้ สุนัขมักจะตายหลังจากแสดงอาการสองอาทิตย์ น้องหมาที่หายจากโรคนี้ส่วนมากจะไม่หายเป็นปรกติ อาจมีอาการประสาทร่วมอยู่ด้วย เช่น อาการเดินโซเซ

วิธีการรักษาน้องหมาที่เป็นโรคไข้หัดสุนัข

       เชื้อไข้หัดสุนัขเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่รักษาได้โดยตรง สามารถทำได้เพียงรักษาตามอาการโดยการให้ยาปฏิชีวนะ ให้ยาระงับอาการชักและยาบำรุงต่าง รวมถึงการให้น้ำเกลือ หมาน้องหมาอาเจียนก็ให้ยาระงับอาเจียน

การดูแลน้องหมาที่เป็นโรคไข้หัดสุนัข

       โรงพยาบาลสัตว์บางแห่งจะรับสุนัขที่ป่วยเป็นโรคไข้หัดสุนัขให้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล ในกรณีที่ดูแลอยู่ที่บ้านควรดูแลสุนัขอย่างใกล้ชิด หากน้องหมามีไข้ขึ้นสูงควรจะลดไข้ให้น้องหมา โดยการเช็ดตัว ให้น้องหมานอนในห้องแอร์ ไม่ควรนำผ้ามาห่อตัวน้องหมา เพราะจะทำให้การะบายความร้อนออกจากตัวสุนัขไม่ดี ทำให้ไข้ไม่ลด และควรให้ยาให้ครบตามแพทย์สั่ง นอกจากนี้ จากจะให้น้องหมากินฟ้าทะลายโจรร่วมด้วย เนื่องจากฟ้าทะลายโจรที่สรรพคุณเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

การป้องกันไม่ให้น้องหมาป่วยเป็นโรคเป็นโรคไข้หัดสุนัข

       ทำได้โดยให้น้องหมาฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขซึ่งมักจะฉีดในรูปแบบของวัคซีนรวม การฉีดยาทำได้ดังนี้
        เข็มแรก ฉีดให้น้องหมาเมื่อ สุนัขมีอายุ 45 วัน หรือเดือนครึ่ง
        เข็มที่สอง ฉีดให้น้องหมาเมื่อ สุนัขมีอายุ 60 วัน หรือหนึ่งเดือน
        เข็มที่สาม ฉีดให้น้องหมาเมื่อ สุนัขมีอายุ 90 วัน หรือสามเดือน
        จากนั้น ให้น้องหมาฉีดยากระตุ้นภูมิทุกๆ 1 ปีหลังจากฉีดยาเข็มที่สามแล้ว
        เพื่อลดโอกาสเสี่ยงต้องการติดเชื้อไข้หัดสุนัข ไม่ควรพาน้องหมาที่ยังรับวัคซีนไม่ครบไปในที่ที่เสี่ยงต่อการติดโรคโดยไม่จำเป็น โดยที่สุนัขจะมีภูมิต้านทานต่อโรคไข้หัดสุนัขเมื่อได้รับวัคซีนเข็มที่สามแล้วหลังจากนั้น 2 สัปดาห์

ทำความรู้จักโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

       พาร์โวไวรัส (Parvovirus) เป็นโรคลำไส้อักเสบที่เกิดกับน้องหมา(สุนัข) มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสในสุนัข ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่มีอาการรุนแรงเป็นแบบเฉียบพลัน ลูกสุนัขอายุ 2-6เดือนที่เป็นโรคนี้มีความเสี่ยงสูงทีน้องหมาจะตาย และมีสุนัขบางสายพันธุ์ เช่น ล็อตไวเลอร์ พิตบูล อัลเซเชียน ลาบาดอร์ มีความไวต่อโรคนี้ หากติดเชื้อพาร์โวไวรัสแล้วจะทำให้มีอาการที่รุนแรง

น้องหมา(สุนัข)กับโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

การติดต่อของโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

       เกิดจากการที่น้องหมากินหรือเลีย ของเหลวหรือสิ่งขับข่ายจากสุนัขตัวที่เป็นโรคนี้ โดยเฉพาะขี้หรืออุจจาระ น้องหมาที่ติดเชื้อพาร์โวไวรัสจะไม่แสดงอาการทันที โดยที่เชื้อจะใช้เวลาฟักตัว 3-7 วัน จนเชื้อเพิ่มปริมาณมากสุนัขจึงจะแสดงอาการออกมา

วิธีการตรวจหาโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

       เมื่อพบน้องหมาแสดงอาการเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ ให้พาสุนัขไปตรวจหาโรคโดยใช้ชุด Test Kit ซึ่งมี2 แบบ แบบแรกเป็นแบบตรวจคร่าวๆ หากน้องหมาเคยทำวัคซีนป้องกันโรคพาร์โวไวรัสไปแล้ว จะตรวจเจอเชื้อได้ทั้งที่สุนัขไม่ได้เป็นโรคนี้ เหมาะสำหรับน้องหมาที่ไม่เคยทำวัคซีนมาก่อน แบบที่สอง เรียกว่าแบบ สแน็ป จะไม่ตรวจจับไวรัสที่มาจากวัคซีน ราคาประมษณ 400บาท หากสุนัขเคยทำวัคซีนมาแล้วก็ควรใช้แบบที่สองในการตรวจ

อาการของสุนัขเมื่อเป็นโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

        – ช่วง 1-2 วันแรก น้องหมาจะมีอาการซึม อ้วกวันละหลายรอบ ไม่กินน้ำกินอาหาร ถ่ายเหลว สุนัขบางตัวจะมีไข้สูง

        – ช่วงวันที่ 3-4 สุนัขยังคงอ้วก และถ่ายเป็นน้ำ สีของอุจจาระจะออกสีเหลืองปนเทา และมีกลิ่นเหม็นคาวมาก
         – หลังจากวันที่ 4 หากอาการทรุดลงน้องหมาจะเริ่มถ่ายโดยมีเลือดปนออกมาด้วย สุนัขบางตัวจะถ่ายเป็นเลือดสดๆออกมาเลย โดยส่วนมากน้องหมาที่อาการทรุดหนักจะตายภายใน3-7วันหลังแสดงอาการ

ข้อควรระวัง

       เมื่อสุนัขท้องเสีย ควรจะหาน้ำเกลือแร่ และน้ำหวานให้น้องหมากินเพื่อป้องกันน้องหมาเกิดอาการช็อกที่เป็นสาเหตูทำให้น้องหมาตายได้

การรักษาสุนัขที่เป็นโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

        โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่มียารักษาโดยตรง ซึ่งการรักษาน้องหมาที่เป็นโรคนี้มีดังนี้
        1. รักษาตามอาการ เมื่อพาสุนัขที่เป็นโรคพาร์โววัสไปหาหมอ หมอจะให้น้ำเกลือและยาบำรุง และฉีดยาฆ่าเชื้อและยาลดอาเจียนให้
         2. รักษาโดยวิธีฉีดเม็ดเลือดขาวของสุนัขที่เพิ่งทำวัคซีน พร้อมกับการให้น้ำเกลือและยาบำรุง วิธีนี้จะไม่เป็นที่ยอมรับในสัตวแพทย์ทั่วๆไป การรักษาวิธีนี้เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีมากจากการเล่าของผู้ที่เคยนำน้องหมาไปรักษามาแล้ว ซึ่งคุณหมอชูศักดิ์ที่อุดรธานีเป็นผู้รักษาโดยวิธีนี้ เบอร์โทรหมอ 081-739-0937
        3. การรักษาโดยให้น้องหมากินฟ้าทะลายโจร โดยทำควบคู่กับวิธีที่1. สรรพคุณของฟ้าทะลายโจรจะช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับสุนัขเพื่อต่อต้านกับเชื่อพาร์โวไวรัส สามารถให้น้องหมากินแบบแคปซูล หรือจะให้กินแบบนำต้นมาต้มก็ได้ ให้กินวันละ3เวลา หากน้องหมาอ้วกหลังจากกินยาภายใน1ชั่วโมงควรจะให้กินเพิ่ม

วิธีป้องกันโรคลำไส้อักเสบ (พาร์โวไวรัส)

      ป้องกันโดยการฉีดวัคซีน เมื่อสุนัขมีอายุ 6สัปดาห์ หรือเดือนครึ่งให้ฉีดวัคซีนเข็มแรก และฉีดเข็มที่สองเมื่ออายุ 8สัปดาห์ หรือ 2เดือน จากนั้นฉีกเข็มที่สามเมื่อน้องหมาอายุ 12สัปดาห์ หรือ 3เดือน จากนั้นก็ทำการฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกๆ 1 ปี ในช่วงที่น้องหมาฉีดวัคซีน 3 เข็มแรก ไม่ควรพาน้องหมาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ตอนพาไปฉีดยาก็ไม่ควรให้น้องหมาเดินตามพื้นทั้งในและรอบๆ โรงพยาบาลหรือคลินิก เพราะที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจะมีเชื้อโรคต่างๆมากมาย ทำให้น้องหมามีความเสี่ยงในการติดเชื้อพาร์โวไวรัส หลังจากที่สุนัขรับวัคซีนเข็มที่สามแล้ว 2 สัปดาห์จึงจะมีภูมิต้านทานเต็มที่ แต่น้องหมาที่ได้รับวัคซีนครบก็มีโอกาสเป็นโรคพาร์โวไวรัสได้เช่นกัน

 ประวัติสุนัขบีเกิ้ล (Beagle Profile)

          น้องหมาบีเกิ้ล (Beagle) เป็นสุนัขที่มีสายพันธุ์กำเนิดในประเทศสหราชอาณาจักร น้องหมาบีเกิ้ลถูกจัดอยู่ในสุนัขจำพวกกลุ่มสุนัขล่าเนื้อ(Hound) น้องหมาบีเกิ้ลจะมีลักษณะขนสั้นและหูปรก น้องหมา Beagle เป็นสุนัขที่มีประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นเป็นเลิศ (scent hounds)

Beagle

         น้องหมาบีเกิ้ลถูกพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ในการเล่นกีฬาเกี่ยวกับการล่าสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะการล่ากระต่าย ด้วยการที่น้องหมา Beagle เป็นสุนัขมีประสาทด้านการดมกลิ่นที่ไวมาก จึงถูกฝึกให้เป็นสุนัข เพื่อตรวจสอบของผิดกฎหมายต่างๆ ตัวอย่างเช่น ยาเสพติด วัตถุระเบิด ฯลฯ ในช่วงหลังคนนิยมนำน้องหมาบีเกิ้ลมาเลี้ยงอยู่ในฐานะสัตว์เลี้ยง เพราะน้องหมา Beagle มีขนาดตัวที่พอเหมาะ ไม่เล็กและใหญ่จนเกินไป เป็นสุนัขที่มมอารมณ์ดี ร่าเริงแจ่มใส และมีสุขภาพแข็งแรงทนทานต่อโรคต่างๆ นอกจากนี้น้องหมา Beagle ยังถูกใช้ในงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์อีกด้วย

        ปัจจุบันสุนัขสายพันธุ์ Beagle เป็นสุนัขที่มีคนนิยมเลี้ยงเป็นกันจำนวนมาก ด้วยเหตุผลที่น้องหมาบีเกิ้ลเป็นสุนัขที่มีความน่ารัก คล่องแคล่วว่องไว มีความมิตรสูงกับคนและน้องหมาพันธ์อื่นๆ แต่น้องหมาบีเกิ้ลอาจจะไม่เหมาะที่จะเลี้ยงเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน เพราะเป็นสุนัขที่มีสังคมสูง ชอบเล่นสนุก มีความเป็นมิตรกับผู้คนและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หากปล่อยน้องหมา Beagleให้อยู่ตามลำพังเป็นเวลานานจนเกินไป อาจทำให้น้องหมาเครียดและนำไปสู่พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์หลายๆ ประการ เช่น ทำลายข้าวของ เป็นต้น

ลักษณะนิสัยของสุนัขบีเกิ้ล (Beagle Behavior)

       น้องหมาบีเกิ้ลเป็นสุนัขที่มีคววามเป็นมิตรสูง ร่าเริง กระฉับกระเฉง ไม่ขี้กลัว และไม่ก้าวร้าว ต่อคนหรือสัตว์อื่นๆ ด้วยขนาดที่กระทัดรัด และด้วยที่เค้าชอบคน น้องหมา Beagle จึงเป็นสุนัขที่เข้ากับเด็กๆและคนชราได้ดี
น้องหมาบีเกิ้ลเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน แต่เวลานำมาเลี้ยงอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วน้องหมา Beagle เป็นสุนัขที่อยู่รวมกันเป็นฝูง ดังน้องหมาบีเกิ้ลอาจจะหอนก็ได้แต่ไม่เป็นทุกตัว โดยส่วนมาก Beagle จะเห่าเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งบางตัวจะเห่า หรือหอน เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ
        น้องหมาบีเกิ้ลเป็นสุนัขที่เข้ากับสุนัขสายพันธุ์อื่นได้ง่าย โดยน้องหมาแข็งแรงมากและมีความอดทนสูง จึงสามารถวิ่งเล่นได้นานโดยที่ไม่เหนื่อยง่ายๆ ดังนั้นควรพาน้องหมาบีเกิ้ลไปออกกำลังกายบ้างวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็นเพื่อให้น้องหมาได้ปลดปล่อยพลังงาน

ข้อควรระวัง

       น้องหมาบีเกิ้ลจะไม่ชอบและเกิดอาการเครียด ถ้าถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังไว้ตัวเดียวเป็นระยะเวลานานๆ ถ้าหากน้องหมา Beagle รู้สึกเบื่อ จะแสดงอาการที่ซนมาก โดยอาจจะทำลายข้าวของ กัดแทะสิ่งของต่าง ขุดหลุม เพื่อเป็นการคลายความเครียด

       คนที่คิดจะเลี้ยงน้องหมาบีเกิ้ล จะต้องทำใจและรับรู้ไว้ด้วยว่า สุนัขพันธุ์นี้พร้อมที่จะวิ่งหนีไปจากท่านได้ตลอดเวลา และจะไม่ฟังเสียงเรียกจากเจ้าของ ดังดังควรหาวีป้องกันโดย ถ้าหากพาน้องหมา Beagle ไปเดินเล่น ควรใช้สายจูงตลอดเวลา หรือทำการฝึกตั้งแต่ได้รับสุนัขมา

        น้องหมาบีเกิ้ลแม้จะเป็นสุนัขที่มีขนสั้น แต่ขนจะขึ้นหนาแน่น ดังนั้นจะมีปัญหามีขนร่วงเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะตอนผลัดขน และด้วยขนที่หนาแน่นทำให้หาเห็บหมัดได้อยาก

 บีเกิ้ล Beagle

ขนาดของน้องหมาบีเกิ้ล (Beagle Size)

น้องหมาบีเกิ้ล แบ่งออกเป็น 2 ขนาด คือ
1. Beagle ขนาด 13 นิ้ว มีความสูงไม่เกิน 13 นิ้ว
2. Beagle ขนาด 15 นิ้ว มีความสูงเกิน 13 นิ้ว แต่ไม่เกิน 15 นิ้ว

การดูแลเรื่องขน และความสะอาดน้องหมาบีเกิ้ล

       เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับการดูแลและทำความสะอาดน้องหมา Beagle เพราะเป็นสุนัขที่มีขนสั้น โดยจะอาบน้ำให้ก็ต่อเมื่อน้องหมาบีเกิ้ลสกปรกมากๆ หรือมีกลิ่นสาบ โดยเฉลี่ยแล้วจะอาบน้ำให้สุนัขประมาณ3-4อาทิตย์ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับความสะอาดของตัวน้องหมา โดยใช้แชมพูสำหรับสุนัข ผสมน้ำเปล่าก่อนที่จะถูไปที่ตัวน้องหมา Beagle ไม่ควรถูด้วยน้ำยาล้วนๆ และควรล้างออกให้สะอาด หลังจากอาบน้ำแล้วก็ควรเป่าขนสุนัขให้แห้งสนิท หากนำสุนัขไปตากแดดได้ยิ่งดี เพื่อป้องกันโรคผิวหนังและเชื้อราที่อาจเกิดขึ้นจากความชื้นบนตัวน้องหมา นอกจากนี้ควรมีการแปลงขนให้น้องหมาบีเกิ้ลทุกๆ 4-5วัน เพื่อกำจัดขนที่ตายแล้วออก ทำให้ขนไม่ร่วงตามที่ต่างๆ